แฉ ! เบื้องหลังทีนอส แฟนตาซีที่ไม่ธรรมดา
posted on 31 Mar 2009 17:21 by athiwasanaแฉ ! เบื้องหลังทีนอส แฟนตาซีที่ไม่ธรรมดา
(จาก บอร์ดเด็กดีที่เขียนไว้เมื่อกี้)
เนื้อหาที่คุณกำลังจะอ่านต่อไปนี้ ไม่ถึงขึ้น สปอย หรือเปิดเผยเนื้อหาทั้งหมด
เขียนไปเขียนมาชักมันมือ สปอยจนถึงแก่นไปแล้วเจ้าค่ะ
ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเคยอ่านแล้วหรือยังไม่ได้อ่าน ก็สามารถอ่านเรื่องที่กำลังจะแฉต่อไปนี้ได้เหมือนกัน
ต้องออกตัวก่อนว่า ไม่เคยเขียนวิจารณ์หนังสือ และเขียนไม่เป็น อีกทั้งยังเป็นคนเขียนไม่สนุก
edit : เอนทรี่นี้ไม่ใช่การวิจารณ์หนังสือ
แต่...ถ้าคุณอยากทราบว่าแท้จริงแล้วทีนอสมีอะไรแฝงอยู่...จงอ่านให้จบ!
ไม่เช่นนั้นคุณอาจเสียใจไปตลอดชีวิต(โอ้!~ ปานนั้นเลยเชียว)
ฉันแค่อยากตีแผ่เรื่องราวเบื้องหลังที่ได้รับทราบมาโดยตรงจากผู้เขียน ทีนอส(ชัยยา)
หรือที่ข้าพเจ้าเรียกด้วยความเคารพเป็นการส่วนตัวว่า “เจ๊ติ่ง”นั่นเอง
ขอบ้าน้ำลายก่อนเลยแล้วกัน
เรื่อง ของเรื่องก็คือ ข้าพเจ้าได้คุยกับเจ๊ติ่งถึงเบื้องหลังทีนอสและพบว่ามันน่าสนใจมาก
จนมิอาจเรียกได้ว่าเป็นแค่นิยายแฟนตาซีหลอกเด็ก (ผู้ใหญ่ สตรี และคนชรา)
จึงได้ถามไปว่า อยากให้ข้าพเจ้าตีแผ่เรื่องราวเหล่านี้ไหม?
ก็ได้รับคำตอบมาว่า
“ไม่ดีกว่า คือถ้าคนอ่านมองเห็นพี่ก็ดีใจ ถ้ามองไม่เห็นก็ไม่เป็นไร เรียกว่าเราสื่อในเนื้อเรื่องได้ไม่ดีพอ
หนังจบแล้ว ผู้กำกับไม่ต้องมาอธิบายว่าตรงนั้นฉันต้องการสื่ออะไร ก็ปล่อยไว้อย่างนี้แหละ
ถ้าอ่านเอาผิวเผินแค่สนุก ก็คงสนุกไปกับการผจญภัย
แต่ถ้าอ่านเอาลึกคิดถึงในแง่สัญลักษณ์ ก็อาจจะเห็นสิ่งเหล่านี้”
ข้าพเจ้าจึงแย้งไปว่า “ไม่อยากให้เป็นเหมือนนิยายเรื่องอื่นๆ ที่มีคุณค่าต่อสังคม
แต่กว่าจะมีคนมาตีความได้ผู้เขียนก็ตายไปเสียแล้ว”
เจ๊ติ่งจึงตอบมาอย่างเห็นด้วยว่า “เวร แช่งพี่ซะและ”
(จริงๆแล้วไม่ได้แช่ง แต่ทนไม่ได้ที่เห็นวรรณกรรมดีๆ ไม่ได้รับการตีความและเผยแพร่ต่อสังคม)
เซ้าซี้ไป เซ้าซี้มา...ในที่สุด ข้าพเจ้าก็ได้รับอนุญาตให้มาแฉเรื่องราวของทีนอส
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แล....
________________________________________________________________________________
เลิกบ้าน้ำลายแล้ว เข้าเรื่องเลยดีกว่า (กว่าจะเข้าได้ อ้อมโลกไปถึงดาวเสาร์นู่นนน)
หากอ่านบทวิจารณ์หนังสือ “ทีนอส” เล่มนี้จากพี่เทร่าหรือคุณสป๊อก
จะไม่พบสิ่งที่ซ่อนอยู่ในเนื้อในอย่างแท้จริง เพราะข้าพเจ้าได้คุยกันถึงเบื้องหลังของทีนอส
และพบว่าเนื้อหาที่คุยกันมี
มากกว่า 18 หน้า A4 (นี่ขนาดไม่รวมเรื่องโม้สัพเพเหระ)
ขอแทรกลิ้งค์
ทีนอส http://writer.dek-d.com/tspy/story/view.php?id=264207
พี่เทร่าวิจารณ์ http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1233399
คุณสป๊อกวิจารณ์ http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1170959
ต่อไปนี้จะอธิบายถึงสิ่งที่ผู้เขียน(ชัยยา) ต้องการสื่ออะไรในเชิง “สัญลักษณ์”
ซึ่งผู้ที่อ่านผ่านๆโดยไม่คิดอะไรจะมองไม่เห็นหากไม่ได้ใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง
(แต่ท่านก็ยังจะได้อรรถรสแห่งการผจญภัยอยู่ดี)
สัญลักษณ์คืออะไร....อ่านต่อไปแล้วจะรู้
ทำไมถึงต้องชื่อ “ทีนอส”
-แนว คิดมาจากแหวนเดอะลอร์ด แต่ทีนอสร้ายกาจกว่าแหวนลอร์ดมากนัก
เพราะแหวนมันแค่ครอบงำคนที่สวมใส่ ดึงดูดคนที่มองเห็น
แต่ทีนอส...แค่คิดถึงก็ส่งผลแล้ว ทำให้สงสัยต่อไปอีกว่ามันคืออะไรกันแน่
ผู้เขียนได้นำคำว่า stone ที่แปลว่าหินมาสลับตัวอักษร stone=tenos หินนั้นดูไร้ค่าเมื่อมองในเชิงสัญลักษณ์
แต่คนเราก็ยกย่องให้มันสำคัญ (เพชร พลอย ฯลฯ ก็เป็นหิน แต่ทำไมมันถึงมีค่ามหาศาล?)
อีกทั้ง บางส่วนในหนังสือยังกล่าวถึง “หมวก” คือหมวกสเตทสัน เป็นหมวกที่คาวบอยใส่กัน
(ผู้เขียนบูชาสตีเฟ่น คิง จึงได้อิทธิพลเรื่องหมวกสเตทสันมาจากคิงนั่นเอง)
Stetson = tenos อีกเช่นกัน (น่าตกใจไหมเล่า?)
หมวก นั้นตีความได้ง่ายกว่าหิน หมวกหลายใบ เหมือนกับการนั่งเก้าอี้หลายตัว
ที่พวกนักการเมืองชอบเป็นกัน ครองหลายตำแหน่ง หลายหัวโขน (ว้าว ..เริ่มเข้าเรื่อง “สัญลักษณ์” แล้ว)
ที่น่าขนลุกคือทั้ง stone และ Stetson มารวมกันเป็น tenos โดยบังเอิญ
ไม่ได้มาจากความตั้งใจของผู้เขียนเลยแม้แต่น้อย !
ตอนหนึ่งที่ส้มโอสบตากับตี๋ เพื่อถ่ายเทความชั่วร้ายให้
ที นอสมันจะทำให้ความชั่วร้ายไหลเวียนเข้าหากัน คือ ไหลออกจากทีนอสแล้วไปหล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง
ก่อนจะวนกลับมาเพิ่มพูนอำนาจให้กับตัวมันเอง เหมือนการเมืองไทยนี่แหละ
ฉันมีหมวก(คือมีตำแหน่ง) ฉันชี้นิ้วสั่ง(ผู้ครอบครองมีไม้เท้า เสมือนการชี้นิ้วสั่ง แต่สั่งในทางมิชอบ)
เช่น สินบน ส่งส่วย คอรัปชั่น บ่งการให้หน่วยงานต่างๆทุจริต สุดท้าย...เม็ดเงิน อำนาจ
ชื่อเสียง ก็จะไหลเวียน วนกลับมาหาผู้มีอำนาจ กลับมาพร้อมกับการสร้างภาพ
เราไม่รู้แน่ว่ากระบวนการนั้นเป็นอย่างไร เป็นขั้นตอนการปกปิด ก็เหมือนกันกับคนอาคิเดน
ที่ไม่รู้ว่าแท้จริงทีนอสคืออะไร รู้แต่เพียงว่ามีอำนาจน่ากลัว อีกทั้งการเปลี่ยนผ่านของผู้ครอบครอง
คนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง.....ต้องมีการแลกเปลี่ยนสิ่งของ แน่นอน เหมือนนักการเมืองอีกเช่นกัน ....
กว่าจะได้อำนาจมาครองจะต้องแลกเปลี่ยนสิ่งของในเชิงผลประโยชน์ (จะทับซ้อนหรือไม่ก็แล้วแต่)
ทำไมอาตี๋ถึงนำกางเกงไปแลก
ใน ตอนท้ายๆ ใกล้จะจบเรื่อง อาตี๋จะเปลี่ยนกางเกง แต่เดิมเป็นกางเกงยีนส์หลุดตูดโชว์บ๊อกเซอร์
จะเดินไปไหนมาไหนต้องคอยจับไว้ เหตุผลที่เปลี่ยนคือ กางเกงตัวนี้เก่า ซอมซ่อ และใส่ไม่พอดี
กางเกงนั้นเป็นสิ่งที่ห่อหุ้มขา ขานั้นหมายถึงการเหยียบยืน(เราต้องยืนอยู่บนขา ใช่ไหม?)
ขาก็คือรากฐานนั่นเอง
ในทางสัญลักษณ์ กางเกงที่หุ้มขาหมายถึงประชาธิปไตยที่ห่อหุ้มรากฐานสิทธิพื้นฐานของประชาชนเอาไว้
เมื่อตี๋เอาสิทธิ(กางเกง)นี้ไปแลกเปลี่ยนกับอำนาจ(หมวก) ซึ่งก็คือการซื้อเสียง กางเกงเก่า เน่า ซ่อมซ่อ
ก็เหมือนคนไทยที่เน่าเฟะกันทั้งบ้านทั้งเมือง
เมื่อ ตี๋เอากางเกงไปแลก หากอ่านเพียงผิวเผินจะเข้าใจแค่ว่า เขาจะเป็นคนใหม่แล้ว จะไม่ซ่าแล้ว
ผมจะเป็นคนดีแล้วครับ แต่ลึกๆแล้วเขาทำเพื่อและเปลี่ยนอำนาจชั่วร้ายโดยไม่รู้ตัว
ก็เหมือนถูกพวกนักการเมืองมาซื้อเสียง
กางเกงที่ใส่ไม่พอดี หมายถึง สิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่บริบูรณ์
เราใช้คำว่าประชาธิปไตยครึ่งใบมานานแค่ไหนแล้วล่ะ
กางเกงที่ใหญ่เกินพอดี...เราคุยโอ่ว่าเรานี้เป็นประชาธิปไตย แต่เวลาสวมเกงตัวนี้แล้วเราต้องคอยจับ
ประคับประคองทุกฝีก้าว เดินไปก็ถ่างขาไป (หลุดตูดอีกตะหาก) น่าเกลียดดีแท้
“จะมีวันที่ประเทศไทยเดินได้อย่างสง่าผ่าเผยบ้างไหมเนี่ย
ในเมื่อความชั่วร้ายยังไหลเวียนเข้าหากันอยู่อย่างนี้ เจริญพร” โค้ดคำพูดผู้เขียนมา
ดอกอะไร? (อันนี้ข้าพเจ้าคิดเอง)
มีตอนหนึ่งที่ตี๋ฝัน ทำนองว่า มาทำไม มาซื้อดอกไม้ ดอกอะไร?....ฯลฯ
แล้วก็มีช่วงหนึ่ง เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “ดอกไม้สีขาว” เมื่ออ่านถึงตรงนี้
ข้าพเจ้าคิดถึงบทกวีของคุณจิรนันท์ พิตรปรีชา ชื่อ “ดอกไม้จะบาน”
ซึ่งหลายคนคงเคยได้ยินเป็นบทเพลง ร้องว่า
“ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน บริสุทธิ์กล้าหาญ จะบานในใจ สีขาว หนุ่มสาวจะใฝ่ แน่วแน่แก้ไข จุดไฟศรัทธา...”
ดอกไม้ สีขาวนั้น ข้าพเจ้าตีความว่าคือประชาธิปไตยเต็มใบ ที่ต้องการให้คนรุ่นใหม่(คือหนุ่มสาว)
ร่วมมือกันผลักดันให้การเมืองไทยก้าวหน้าต่อไป อย่าได้ถอยหลังเข้าคลองอีกเลย
เมื่อบอกเรื่องนี้กับผู้เขียน ก็ได้รับคำตอบว่า “จำไม่ได้แล้ว มันเยอะ ลองหาๆดู ก็คงเจออีก”
ที่น่าแปลกใจก็คือ เนื้อเรื่องนั้นสอดรับกันเองอย่างน่าตกใจ ทั้งที่ผู้เขียน(ชัยยา)
ไม่ได้วางพล็อตอย่างเจาะจงว่าตรงนี้ต้องเป็นอย่างนี้
เขาเพียงแค่เขียนไปตามบัญชาของทีนอสที่ครอบงำเขาเท่านั้น
ส้มโอกับชุดนักเรียน
สื่อว่าคนดีๆที่อยู่ในเครื่องแบบ ต้องตาย (สปอยนิดหนึ่ง คือ ส้มโอตาย...อ้าว ไหนเอ็งบอกว่าไม่สปอย)
ส้มโอตัวเล็ก ใส่เครื่องแบบ ต้องผจญสงครามและสุดท้ายก็ไม่รอด คนตัวเล็กตัวน้อยนั้นตายก่อนตาย
แถมพื้นฐานทางครอบครัวก็จน มีปัญหาครอบครัวอีกต่างหาก ไม่ต่างอะไรกับข้าราชการชั้นผู้น้อย
ส้ม โอต้องการเงิน และต้องการตีแผ่เรื่องราว คือต้องการเขียนนิยายเกี่ยวกับเรื่องของทีนอส
แต่ก็ไม่ได้เขียนฉันใด ข้าราชการชั้นผู้น้อยก็ฉันนั้น ที่ต้องการเงิน และต้องการตีแผ่เรื่องราว
แต่เราไม่เคยเห็นกันสักที ไม่มีจ่าคนไหนออกมาประกาศว่า ตำรวจรับส่วย
ในเนื้อเรื่อง คนที่จะตีแผ่คือใคร? คืออาตี๋ ผู้ครองอำนาจคนใหม่( สปอยอีกแล้ว กรรมจริงๆ)
แต่หลังจากมีอำนาจแล้ว จะตีแผ่ในแง่ไหน มันก็อีกเรื่องนึง ...ผู้ชนะเขียนประวัติศาสตร์เสมอ
ตี๋บอกจะสานต่อความคิดส้มโอ คือเขียนนิยายแฟนตาซีสักเรื่อง ก็คือเรื่องของทีนอสนี่แหละ
แต่ตอนนั้นตี๋ถูกครอบงำแล้ว เรื่องคงไม่ออกมาขาวสะอาดเท่าไหร่
ก็เหมือนกับชัยยา ที่เขียนเรื่องนี้ออกมาในแนวดาร์ก
ตื่นตาอาวุธปืน
ในเรื่องนั้นมีปืนมาเกี่ยวข้องด้วย มีประโยคหนึ่งผู้ครอบครองกล่าวว่า
“ศาสตราอะไรของเจ้า ต้องใจข้านัก”
ก็เหมือนกับการปฏิวัติ ใช้ปืนกระหน่ำยิง แม้จะไม่สามารถแก้ไขปัญหา
แต่ก็ยังต้องใจคนครองอำนาจอยู่นั่น
ผู้ครอบครองที่ตัวเล็ก
สปอยอีกนิด คือผู้ครอบครองนั้นตัวเล็ก ทำไมล่ะ ก็ผู้นำชอบพูดกันนักหนาว่า “ประชาชนคือเจ้าของอำนาจ”
เปรียบได้ว่า ประชาชนคือคนตัวใหญ่ ผู้นำตัวเล็กนิดเดียว เป็นเพียงผู้รับใช้ประชาชน
ในเนื้อเรื่อง นักรบแห่งอาคิเดนนั้นตัวใหญ่ กล้ามเป็นมัดๆ แต่สุดท้ายก็ถูกผู้ครอบครองที่ตัวเล็กสังหาร
ต่างอะไรกับการเมืองไทย ? - ไม่ต่าง !
พาหนะ นกยักษ์
ทำไม ผู้ครอบครองถึงนั่งบนหลังนกยักษ์? นักการเมืองไทยนั้นสูงส่ง เสมือนว่าบินอยู่บนฟ้าโน่น
จะเฉียดลงมาใกล้พื้นมองดูรากหญ้าก็เฉพาะตอนหาเสียง
ตามท้องเรื่องนั้นผู้ครองครองบินลงมาเฉพาะตอนจะออกคำสั่งเหล่าปีศาจ
มีตอนหนึ่งที่ปีศาจตัวใหญ่งับขาตัวเล็กขาด ผู้ครอบครองชี้ไม้เท้า เปรี้ยง! เป็นการสั่งสอน
“ห้ามพี่กินน้อง” ตรงกับแนวคิดคนไทยที่ว่า ...ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน อะไรสักอย่าง
(เจ๊ติ่งจำไม่ได้ ข้าพเจ้าเองก็ไม่ทราบ)
เมื่อ ผู้พิทักษ์โผล่มากวาดเหล่าปีศาจเรียบ แล้วก็จากไป เหมือนกับระบบสังคมอุปถัมภ์ของไทย
ที่เน่าเฟะนั้นอาจถูกทำลายโดยการปฏิวัติ แล้วก็จากไป ครั้งแล้ว ครั้งเล่า แต่อำนาจมืดก็ยังคงอยู่...
ทีนอสไม่ได้หายไปไหน มันยังคงวนเวียนอยู่ในกระแสอากาศ เมื่อพูดถึงอากาศ....
ทีนอสแผ่อำนาจผ่านอากาศ
ผู้มีอำนาจแทรกซึมอำนาจของตัวเองผ่านสื่อ ผ่านทีวี ...คลื่นวิทยุ สัญญาณโทรทัศน์ก็อยู่ในอากาศไม่ใช่หรือ?
ถ้าคนไทยยึดมั่นในความดีสุดโต่งแบบคนอาคิเดนจะเป็นอย่างไร ถ้าคนรากหญ้าปิดกั้นจิตใจ
ไม่รับผลประโยชน์จากผู้มีอำนาจ ไม่ให้มันแทรกซึม ไม่ให้มันครอบงำ....จะเป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่น่าคิด
แผนรบ
ตอน ที่ผู้เฒ่ายกทัพไปตีเมืองปีศาจ ดึงความสนใจของมัน เพื่อให้ชัยเดินทางได้อย่างปลอดภัย...
เป็นอีกหนึ่งแผนการรบที่ใช้ได้ในชีวิตจริง (คิดต่อกันเอาเอง
)
คำทำนาย
ตามท้องเรื่อง ชัยเป็นคนในคำทำนายที่จะมากอบกู้อาคิเดน ผู้เฒ่า(คนรุ่นเก่า)เชื่อตามคำทำนายนั้น
มาโดยตลอด (สุดท้าย....อุ๊บส์ ไม่อยากสปอย)
สังคมไทยก็เช่นกัน คนรุ่นเก่ายึดมั่นในคำทำนายลมๆแล้งๆ เชื่อว่ามันต้องเป็นไปตามนั้น
แต่ในทีนอส...คนรุ่นใหม่อย่างจูอัลเนสไม่เชื่อในคำทำนาย ...คนไทยรุ่นใหม่ก็เช่นกัน ไม่เชื่อในคำทำนาย
(สัก เท่าไร) แต่ก็ชอบฟัง ดวงบ้านเมืองเรานั้นมีคำทำนายออกมาทุกปี อย่างนั้น อย่างนี้
หมอดูระดับประเทศออกทีวีให้สัมภาษณ์ตามรายการต่างๆ
คนรุ่นใหม่อย่างข้าพเจ้าก็ไม่เชื่อหรอก แต่ก็ชอบฟัง โดยมากจะเป็นการฟังเพื่อจับผิดเสียมากกว่า
แหล่งที่ตั้ง
ตามท้องเรื่อง แวเรียล เมืองปีศาจอยู่ทางเหนือ เมื่อทุกอย่างจบสิ้นลง คนอาคิเดนบอกว่า
จะไปตั้งรกรากทางตะวันตก...ทำไมต้องตะวันตก ...
ถ้ามองว่าการตั้งรกรากใหม่หมายถึงการโกยคะแนนเสียงล่ะ ???
เหนือกับใต้ มีคะแนนเสียงสำหรับพรรคใดพรรคหนึ่งชัดเจนอยู่แล้ว ภาคกลางนั้นวุ่นวาย อย่าไปยุ่งดีกว่า
ส่วนตะวันตก...ยังคลุมเครืออยู่ จึงสมควรไปตั้งรกรากใหม่ทางตะวันตก
รหัสผ่าน
อันนี้พยายามจะไม่สปอย ...มีอยู่2จุดที่ต้องใช้รหัสผ่าน (หรือกุญแจนั่นเอง)
1. ตอนที่หลุดจากรัชดาไปอาคิเดน ตี๋พูดขึ้นว่า “...คืนนี้กูมีหลายก๊อก” ทันใดนั้นประตูแห่งมิติก็เปิดขึ้น
ในเกมซื้อดอกไม้ ก็ต้องพูดว่า “ก๊อก ก๊อก ก๊อก” ก่อนจะถาม ตอบเรื่องดอกไม้กัน จากนั้นก็กลับบ้านได้
ไม่ใช่เพียงคำตอบสุดท้ายที่ทำให้ประตูเปิด แต่เป็นรหัสเคาะประตูครั้งแรกด้วย ที่ให้ประตูเชื่อมต่อถึงกัน
สำหรับคำตอบสุดท้ายนั้น...ผู้เขียนต้องการสื่อถึงการเปิดประตูใจให้กับความรักด้วยนั่นเอง
(แหม...แอบโรแมนติกนะเจ๊ตี่ง)
2. ส่วนทีเคที่เป็นฉายาของติ่งนั้น แท้จริงแล้วคืออะไร ก็ไปหาอ่านในเล่ม เฉลยไว้หมดแล้วจ้า
ระบบมาร์กซิส
ตอนอยู่ อาคิเดน ส้มโอบอกว่าอาคิเดนเหมือนระบบมาร์กซิส แนวคิดคาร์ลมาก คอมมิวนิสต์
ที่ทุกอย่างเป็นของส่วนกลาง (มีนางส่วนกลางด้วย ว้าว) บังคับให้คนทำงาน สิทธิเท่าเทียม
เพียงแต่ว่า ที่อาคิเดน คนของเขาทำงานด้วยความสมัครใจ ....
สิ่งที่ผู้เขียนต้องการเสียดสีคงไม่ใช่แค่เมืองไทยเสียแล้ว
ตอนใกล้จะจบ
“ผมยังไม่ได้จ่ายค่ารถให้เฮียเลย” ว่าแล้วตี๋ก็จ่ายค่ารถให้ชัยด้วยเงินทั้งหมดในกระเป๋า....
นักการเมืองก็ต้องจ่ายค่าน้ำมันให้กับลูกน้องด้วยสินะ หึหึ
ถัด ไปอีกไม่กี่หน้า...ตี๋รำพันกับตัวเองว่า เริ่มชอบหมวกใบนี้เสียแล้ว
มองด้วยสายตาคนอื่นมันคงเท่ไม่หยอก หมวกปีศาจเชียวนะ .....
เรามองนักการเมืองใส่สูทผูกไทต์ เราก็ว่าเท่ ....ใครจะรู้ว่ามันเป็นหมวกปีศาจ
_______________________________________________________________________________
คุณผู้อ่าน ยังมีอีกหลายจุดนักที่ข้าพเจ้าพบแต่ยังไม่ได้แฉ
แต่ผู้เขียนได้ทิ้งท้ายไว้ให้ด้วยคำว่า หมวกหลายใบ และพาดหัวข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ในตอนท้ายๆของเรื่อง เพื่อให้ผู้อ่านไปคิดต่อกันเอาเอง ซึ่งไม่มีใครทราบได้ว่า ผู้อ่านจะคิดในแง่มุมไหนกันบ้าง ...
ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่ง ที่ไม่ได้คิด!
แต่ เมื่อทราบเบื้องหลังเช่นนี้ ทีนอสจึงเป็นแฟนตาซีที่ไม่ธรรมดาในสายตาข้าพเจ้า
ผู้เขียนสามารถแฝงสัญลักษณ์เสียดสีการเมืองไว้ได้อย่างลึกซึ้ง มองด้วยตาไม่อาจเห็น มองด้วยใจก็คงไม่ได้
เพราะเราต้องปิดกั้นจิตใจตัวเอง....
โปรดสังเกตการใช้สีของบรรทัดสุดท้าย... หะหะ

ปกติแนวแฟนตาซีนี่ค่อยข้างจะถอย เพราะจินตนาการไม่ถึง แต่ถ้าอรัมบทแบบนี้มาก่อนก็พออ่านต่อไหว
#1 By นางสาวความสุข on 2009-03-31 22:16